วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คนทำก็รวยไม่ทำก็รวย

หลายคนเคยสงสัยว่าถ้าเราสนใจลงทุนแล้วทำไมถึงไม่ทำเอง ด้องไปยืมจมูกชาวบ้านหายใจทำไม เช่น สนใจในกิจการโรงแรม แล้วเราก็มีสตางค์ทำไมเราไม่ลงทุนทำโรงแรมซะเองล่ะ ทำไมจะต้องไปชื้อหุ้นของโรงแรมอื่น

อยากให้ลองถามตัวเองว่า เวลาที่คุณอยากกินอะไรที่อร่อย ๆแล้วคุณต้องไปจ่ายกับข้าว แล้วลงมือปรุงเองทุกครั้งหรือเปล่าคุณคงไม่ทำอย่างนั้น เพราะว่า หนึ่ง เสียเวลา สอง คุณอาจต้องเสี่ยงกับฝี มือคุณเองที่อาจทำแล้วไม่อร่อยเหมือนเดิมก็ได้ ดังนั้นวิธีที่สะดวกกว่าก็คือเลือกร้านที่คุณชอบแล้วเข้าไปทานเมื่อใดก็ได้ที่คุณต้องการ

ฉันใดก็ฉันนั้น การลงทุนทำกิจการใดกิจการหนึ่ง ย่อมมีความลำบากมากกว่าจ่ายกับข้าวทำอาหารเยอะ

อย่างแรก คุณต้องมีเงินลงทุนมากพอที่จะจัดหาเครื่องมือเครื่องไม้จัดชื้อวัตถุดิบ จ้างคนทำงาน ด้องบริหารติดตามงาน...จิปาถะ

อย่างที่สอง คุณด้องมีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจนั้นอย่างเพียงพอที่จะทำให้มีรายได้คุ้มการลงทุน ความรู้ในธุรกิจอย่างเดียวอาจจะไม่พอคุณต้องรู้เรื่องอื่นด้วยทั้งเรื่องการบริหารคน บริหารตลาด บริหารเงิน(เพื่อไม่ให้เป็น เอ็น พี แอล)

อย่างที่สาม คุณต้องให้เวลาในการดูแลธุรกิจของคุณอย่างเด็มเวลาและต่อเนื่อง ดังนั้นหัวคุณจะดูอยู่ดลอดทั้งวัน บางครั้งอาจจะทั้งคืนจนแทบจะไม่มีเวลาทำอย่างอื่น

อย่างที่สี่ เมื่อคุณอยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าคุณจะไม่สามารถทำได้ในเวลาอันสั้น หรือกว่าจะทำได้โอกาสก็ผ่านเลยไปแล้ว เป็นต้น
เอาเบาะ ๆ แค่สามสี่อย่างพอ เมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นแล้ว คุณสามารถขจัดปัญหาและข้อขัดข้องที่ว่านั้นได้ทั้งหมด

หนึ่ง คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินจำนวนมากที่จะลงทุน คุณเพียงเข้าไปขอหุ้นกับกิจการบางแห่งที่เขาทำได้ดี อยู่แล้ว เรียกว่ามีเท่าไหร่ก็ลงเท่านั้นไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งกิจการ

สอง คุณไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดไปเสียทุกเรื่อง รู้เฉพาะในสิ่งที่จำเป็นและทันต่อเหตุการณ์เป็นอันใช้ได้

สาม คุณสามารถทำมาหากินอย่างอื่น ทำที่คุณถนัด ไม่จำเป็นต้องมาเฝ้าอยู่กับกิจการทุกวันทุกคืน

สี่ คุณไม่พอใจลงทุนในกิจการนั้นเมื่อใดขายทิ้งไปและไปลงทุนในกิจการอื่นที่ดีกว่าได้ทันที

เห็นมั้ย แค่นี้ก็เหนือกว่ากันเยอะเลย เปรียบเสมือนกับเราสามารถปรับเปลี่ยนการลงทุนของเราได้ในทุกรูปแบบ และทุกสถานการณ์คุณไม่จำเป็นต้องยืนบนหินก้อนเดียวเพื่อชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม คุณอาจกระโดดข้ามไปยังก้อนโน้น ก้อนนั้นได้ตามใจชอบ

ขณะนี้ในตลาดหุ้นมีกิจการให้เลือกลงทุนถึงเกือบ 400 บริษัท กว่า 30ประเภทธุรกิจ นับตั้งแต่ หุ้นสถาบันการเงิน พาณิชกรรม อุตสาหกรรม บริการหุ้นไฮเทค ...โอัย !! เรียกว่าดูกันจนตาลาย แต่ไม่ใช่ว่าใครนึกจะเอาอะไรไปขายก็ได้นะ อย่างน้อยต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ตลาดหุ้นเขากำหนดเสียก่อน คือด้องเป็น บริษัทมหาชน มีระบบการบัญชีการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐาน และต้องแสดงให้เห็นว่ามี ศักยภาพที่จะเติบโตในอนาคต

ที่ว่าเป็นบริษัทของมหาชนก็คือ ด้องมีผู้ถือหุ้นจำนวนเยอะๆ เพื่อที่จะได้กระจายความเป็นเจ้าของ (ภาษาวิชาการเขาว่าอย่างนี้) และกระจายรายได้ไปสู่คนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ว่าจะเป็นของใครคนใด คนหนึ่ง อีกอย่าง
หนึ่งกิจการที่มีจำนวนผู้ถือหุ้นเยอะ ก็ทำให้หุ้นมีสภาพคล่อง (ซื้อขายกันจนไฟแลบว่างั้นเหอะ)

คุณสมบัติข้อต่อไปเรื่องระบบบัญชีและการเปิดเผยข้อมูลนี่ก็สำคัญมา เพราะถ้าคุณไม่มีข้อมูลที่จะศึกษาเกี่ยวกับตัวกิจการที่จะลงทุน มันก็เหมือนตาบอดคลำช้างแหละ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ได้แต่เดาสุ่ม ๆ กันไป(ดีไม่ดีอาจถูกช้างเหยียบแบนแต๊ดแต๋) มีข้อมูลแล้วไม่รายงานก็ไม่ได้ ตลาดหุ้นเขากำหนดไว้เลย ต้องรายงานข้อมูลให้ทันเหตุการณ์ข้อมูลอะไรต้องรายงานเมื่อไหร่ ว่ากันเป็น เรื่องๆ
ละเอียดยิบเชียว (เข้มงวดกว่าแม่อีหนูที่บ้านเสียอีก)

ทุกอย่างต้องเป็นความจริงจะมาบอกกันมั่วมีสิทธิถูกปรับหรือติดคุกได้

เรื่องสุดท้ายก็คือโอกาสการขยายตัวของกิจการต้องมีนั่นหมายความว่าตัวกิจการต้องมีธุรกิจที่ดี ผู้บริหารดีมีฝีมือ มีระบบแบบแผนการบริหาร ทันสมัย ตรงนี้แหละที่ถือเป็นความเสี่ยงของตัวธุรกิจและการลงทุน ไม่มีใครสามารถรับประกันความสำเร็จของธุรกิจได้ แด่เอาล่ะ หากตัวธุรกิจดีและผู้บริหารดี เราก็หวังว่าโอกาสเจริญขึ้นน่าจะมากกว่าเจริญลง

คนจะลงทุนในหุ้นอะไรก็ต้องศึกษาสิ่งเหล่านี้ให้ถ่องแท้ ไม่เข้าใจก็ถามผู้รู้ให้เขาอธิบายให้ฟัง เจอกิจการที่ดีก็รวยกันทั้งสองฝ่ายแหละบริษัทรวยผู้ถือหุ้นก็รวยด้วย

ไม่เสี่ยงก็ไม่รวย

ตั้งแต่เกิดมา คุณเคยทำอะไรที่มันเสี่ยง ๆ บ้างหรือเปล่า.ตามความหมายในพจนานุกรมบอกไว้อย่างนี้..เสี่ยง หมายความถึง...ลองเผชิญดู เสี่ยงชีวิต คือ เสี่ยงอย่างไม่เห็นแก่ชีวิต เสี่ยงทาย แปลว่า ทำนายโชคโดยฉลากหรือเครื่องหมาย เป็นต้นเสี่ยงบุญเสี่ยงกรรม แปลว่า ลองดูสุดแต่บุญกรรม เสี่ยงภัย...ทำลงไปโดยไม่เกรงภัยสรุปความได้ว่า การที่เราทำอะไรที่มันเสี่ยง แปลว่า เราไม่หวั่นเกรงและ ไม่คำนึงว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร.......
ดังนั้น ถ้าอยากจะรวยก็ต้องเสี่ยง หมายความว่าคุณก็จะต้องยอมรับโดยดุษฎี ว่าผลที่ออกมาถึงแม้ว่าจะเป็นความจนแทนที่จะรวยก็ยอมละ เป็นไงเป็นกัน.............
ทุกวันนี้ คนเราทุกคนดำเนินชีวิดอยู่ภายใต้ความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้นเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย ย่อมแล้วแต่ว่าใครจะมีทางเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหลายหรือหาทางป้องกันความเสี่ยง หรือผ่อนปรนความเสี่ยงให้หนักเป็นเบาได้มากกว่ากัน
การเสี่ยงบางอย่างทำให้เราเสียเงิน บางอย่างเสีเวลา บางอย่างก็ต้องเสียทั้งเงินและเวลา นอกจากนั้นยังอาจเสียโอกาสที่ไม่มีวันจะกลับมาใหม่อีก
ความเสี่ยงตามนัยของการลงทุนมีความหมายกว้างกว่าที่เราเข้าใจกันทั่วไป เพราะปกติเรามักเข้าใจว่าผลของการเสี่ยงมักจะเป็นไปทางด้านลบอย่างเดียว เช่นมองว่าความเสี่ยงของการจราจรคือรถติด ทำให้เดินทางไปถึง เป้าหมายช้ากว่ากำหนด ความเสี่ยงของการทำธุรกิจคืออาจจะขาดทุนและหมดตัว เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม กรณีที่เราพูดถึงความเสี่ยงของการลงทุน
ความหมายของมันก็คือ ความไม่แน่นอน คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นผิดไปจากที่คาดคะเนไว้ มันเบี่ยงเบนไปจากที่กำหนด เช่นสมมุติว่าเราตัดสินใจที่จะซื้อหุ้นตัวหนึ่ง ซึ่งจากสถิติบอกว่าหุ้นตัวนี้ให้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 คงไม่มีใครสามารถรับประกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ถ้าเราลงทุนในหุ้นนี้แล้วจะต้องได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นโอกาสที่อัตราผลตอบแทนจะเบี่ยงเบนในทางที่ต่ำกว่าร้อยละ 10 มันมีอยู่ และที่จะสูงกว่าร้อยละ 10 ก็มีทางวิชาการเขาเรียกโอกาสที่มันจะเบ้ไปทางโน้นทางนี้ว่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน Standard Deviation และเรียกช่วงกว้างของการเบี่ยงเบนทั้งสองทางนี้ว่า ความแปรปรวน Variance เอาแค่นี้แหละ ไว้พอคุยกับโบรกเกอร์ได้.......
จากตัวอย่างนี้ สมมุติต่อว่าค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานที่คำนวณได้คือ 20เปอร์เซ็นต์ซึ่งมีความหมายว่าโอกาสที่ผลตอบแทนจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้ที่ 30เปอร์เซ็นต์ (ค่าเฉลี่ย 10 บวกค่าเบี่ยงเบนมาดรฐาน 20 เท่ากับ 30) และขณะเดียวกันมีโอกาสที่ต่ำสุดที่ -10 เปอร์เซ็นต์ (10-20 คือ ขาดทุน)ดังนั้น ความเสี่ยง กับ ผลตอบแทน จึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันเสมอ เหมือนกับปาท่องโก๋.....
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงสรุปเป็นทฤษฎีได้ว่า การลงทุนใดก็ตามที่ตราผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็จะสูงด้วย
ความเสี่ยงเหล่านั้นมาจากอะไรบ้าง โอ๊ย...เป็นไปได้สารพัดเชียวล่ะ มีทั้งส่วนที่เราอาจควบคุมได้และไม่ได้เช่น จากความผันผวนของดลาด ของอัตราดอกเบี้ย จากเงินเฟ้อ จากการประกอบธุรกิจ จากอัตราแลกเปลี่ยน....
ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของบริษัท เช่น คาดกันว่าจะกำไร แด่ พอประกาศผลการดำเนินงานออกมากลายเป็นว่าขาดทุน หรือเป็น ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวหุ้นเลย เช่น พอมีข่าวอิรักบุกคูเวต ตลาดหุ้นทุกแห่งปรับตัวลงวูบทันควัน อะไรอย่างนี้เป็นต้นความเสี่ยงทั้งหลายทั้งปวงนั้น เราไม่อาจจะขจัดได้ หากแต่ทำให้มันลดลงได้โดยวิธีการ กระจายความเสี่ยงที่จะได้พูดรายละเอียดกันต่อไป.....
อย่างที่บอกไว้ในตอนที่แล้วว่าบรรดาเศรษฐีทั้งหลายนั้น กว่าจะได้มาถึงวันนี้พวกเขาต้องเผชิญกับการเสี่ยงมาแล้วไม่มากก็น้อยการเสี่ยงของเขาเหล่านั้นมิใช่เป็นการเสี่ยงโชคตามปกติธรรมดาที่ บรรดาผู้หวังรวยลัดนิยมทำกัน หากแต่เป็นการลงทุนที่ได้มีการพินิจพิเคราะห์ในทุกด้าน ผ่านการกลั่นกรองอย่างละเอียด และได้ลองผิด
ลองถูกจนสร้างเป็นประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะบุคคล .......
วอร์เรน บัฟเฟตต์เคยกล่าวเอาไว้ว่า ถ้าคุณไม่ตื่นตระหนกและทนเห็นหุ้นที่ถือราคาตกลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ได้ คุณก็ไม่ควรที่จะอยู่ในแวดวง ตลาดหุ้น......

วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

HYIP คืออะไร ??

HYIP คืออะไร ??

HYIP ย่อมาจาก High-Yield Investment Program
Hyip เป็นเว็บเกี่ยวกับด้านการลงทุน ประเภทรับฝากเงินจากสมาชิกโดยจะจ่ายดอกเบี้ยให้สมาชิกตามอัตราที่ทางเจ้าของเว็บผู้กำหนด ซึ่งแต่ละเว็บจะมีการกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยของการลงทุนที่แตกต่างกัน

ในอดีต การเปิด HYIP มาจากการที่บุคคลใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มคนใดกลุ่มหนึ่ง ต้องการนำเงินไปลงทุนจำนวนมาก แต่มีไม่เพียงพอ จึงเปิดการระดมทุนโดยการทำเว็บไซต์ประเภท HYIP ขึ้น เพื่อต้องการให้บุคคลอื่นนำเงินมาให้ลงทุน โดยมีผลตอบแทนโดยเจ้าของเว็บ HYIP จะให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยคืนกับผู้ลงทุนทั้งหลาย ตามวันเวลาและจำนวนเงินที่ผู้ลงทุนต่างๆมาลงทุนด้วย โดยทางเจ้าของเว็บ HYIP เป็นผู้กำหนดเอง
โดยการตั้งเงื่อนไขของ ดอกเบี้ย และจำนวนวันเวลาในการรับลงทุน เป็นต้น....

ทั้งนี้ เว็บไซต์ Hyip ในปัจจุบันนี้ยังเป็นที่นิยมอยู่มาก แต่ทั้งนี้จะแตกต่างจากเมื่อก่อน ตรงที่ว่าปัจจุบัน การเปิดเว็บไซต์ HYIP จะเปรียบเสมือน MONEY GAME ONLINE มากกว่า คือเป็นการลงทุนจากค่าตัวเงินไซเบอร์ คือเป็นค่าตัวเงินที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน (เช่น E-Gold, E-bullion, E-point, LibertyReserve, Alertpay, Moneybooker เป็นต้น) นอกเสียจากเกิดการแลกเปลี่ยนกันเองระหว่าง บุคคลต่อบุคคล โดยการซื้อขายจากเงินบาท เงินดอลล่าร์ จริงๆ ทำให้เป็นที่ได้รับความนิยมจากผู้ที่กระหายเล่น เสี่ยงโชค เสี่ยงดวง

ซึ่งในความเป็นจริง ในปัจจุบันนี้ เว็บ HYIP จะมีอายุของการเปิดการลงทุนอยู่ไม่นาน บางเว็บไซต์เปิดให้ลงทุนอยู่แค่วันเดียวก็ปิดการลงทุนโดยที่ไม่มีการจ่ายผลตอบแทนคืนสมาชิก แต่คนก็ยังนิยมเล่น Hyip กันอยู่โดยอาศัยจังหวะและโอกาสตอนที่เว็บเปิดใหม่ๆ ทำกำไรแต่ก็มีไม่น้อยที่ขาดทุน

ลักษณะการให้เปอร์เซ็นต์ของ Hyip
Hyip ส่วนมากจะกำหนดเปอร์เซ็นต์การจ่ายออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
- แบบรายวัน (daily) ลักษณะนี้เว็บจะคำนวณเงินให้เราเป็นรายวัน สามารถกดเบิกได้ทุกวัน ซึ่งจะสามารถกดเบิกได้กี่วันนั้นทางเว็บจะกำหนดไว้

- แบบเป็นรอบ (after N days) ลักษณะนี้เว็บจะคำนวณเงินให้เราเมื่อครบกำหนดรอบวันที่กำหนด ซึ่งจะกำหนดว่ารอบละกี่วัน
เช่น N วันลักษณะนี้จะจ่ายครั้งเดียวเมื่อครบรอบวันที่กำหนด
การคำนวณเงินจาก Hyip ใน แผนต่างๆ

แผนแรก เป็นแบบ daily
- 50%-80% daily for 3 days หมายความว่าทางเว็บจะคำนวณเงินให้เราทุกวันเป็นจำนวน 50%-80% ของเงินทุนที่ลงเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งจะได้เปอร์เซ็นต์เท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่เราลงกับทางเว็บ ซึ่งจะได้%ตามเรทของเงินที่ลงดังที่แสดงไว้ เช่น สมมุติเราลงเงินจำนวน 10$ เมื่อเทียบกับ plan ของเว็บ จะเห็นได้ว่าอยู่ plan 1 ฉะนั้นเราจะได้เงินจากทางเว็บวันละ 50% ของ เงินลงทุนเป็นระยะเวลา 3 วัน รวม 150% ได้วันละ 50 % x 10$ = 5$ เป็นเวลา 3 วัน รวม 15$ ซึ่งเราสามารถกดเบิกได้ทุกวัน

แผนสอง เป็นแบบ after 3 days
- 180%-250% after 3 days หมายความว่าทางเว็บจะคำนวณเงินให้เราครั้งเดียวหลังจากครบ 3 วัน ซึ่งเปอร์เซ็นต์ที่ได้นั้นก็จะขึ้น อยู่กับจำนวนเงินที่ลง เช่น สมมุติเราลงเงินจำนวน 10$ เมื่อเทียบกับ plan ของเว็บ จะเห็นได้ว่าอยู่ plan 1 ฉะนั้นเราจะได้ เงินจากทางเว็บ 210% ของเงินลงทุนเมื่อครบ 3 วัน 210% x 10$ = 21$ สามารถกดเบิกได้หลังจากครบ 3 วัน


ความปลอดภัยในการเสี่ยงที่จะเล่น HYIP
คุณบางคนอาจคิดว่าการหาเงินทางเน็ตนั้นง่าย แต่ความจริงแล้วยากมากๆๆ
ถ้าคุณไม่พยายามก็ยากที่จะสำเร็จ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหนทางหาเงินทางเน็ตที่ง่ายเลย
ยังมีอยู่ครับสำหรับการหาเงินทางเน็ตที่ง่าย นั่นคือ การเล่น HYIP
HYIP คือ การระดมทุนโดยเมื่อคุณลงเงินแล้ว รอระยะเวลาที่กำหนดก็จะได้เงิน
ฟังดูง่ายนะครับ แต่ความเป็นจริงแล้วเป็นตัวโกงที่นิยมดูดเงินมากที่สุดใจสังคมหาเงินทางเน็ต
เพราะการลงทุนโดยไม่ต้องทำอะไรและผลตอบแทนสูง จึงทำให้มีคนที่จะยอมเสี่ยงมาก

ผมจึงอยากจะแนะนำวิธีการสังเกตการโกง และการเผ่นหนีเมื่อเขาใกล้จะโกงครับ

1. คุณควรดูระยะเวลาในการลงให้ดีถ้าแค่วัน สองวัน ได้ผมตอบแทน มันเผ่นเร็วแน่ครับ
ฉะนั้นควรดูว่ามีคนลงไปแล้วหรือยัง และระยะเวลายังสั้นหยู่ไหม ถ้าแค่ วันสองวันลงครั้งเดียว
แล้วเราเผ่นเลยครับ
2. ระยะเวลากลางๆ คือ 7 - 28 วัน อันนี้ควรดูคนที่ได้รับเงินและจากพวกที่มีข้อมูลรองรับ (กลุ่มที่บอกว่ามีการจ่ายจริง) ถ้ามีข้อมูลอย่างนี้ก็น่าจะลงครับ แต่ดูด้วยว่ามันเกิน 3 เดือนหรือยัง เพราะมาตรฐาน 3 เดือน
มันเผ่น
3. พวกระยะเวลายาวๆ ส่วนมากจะให้ผลตอบแทนที่สูงแต่ระยะเวลานานมาก ถึงเป็นปีเลยแต่คุ้มครับ
วิธีการคือดูคนที่ลงไปแล้วแล้วลงเยอะหรือไม่ ถ้าเยอะก็น่ามั่นใจ แต่ถ้ายังมีเงินทุนน้อย็เก็บไว้ก่อนดีกว่า
ครับ
แค่นี้คงพอกับการตัดสินใจของคุณนะครับ บาย:lol :lol

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ธุรกิจ Internet ที่หลายคน "อาจจะ" ยังไม่รู้

Club Asteria คลับแอสทีเรีย

จัด ตั้งโดย แอนเดรีย ลูคัส อดีตผู้อำนวยการบรรษัทเงินทุน ระหว่างประเทศ (International Finance Corporation : IFC) สาขาภาคเอกชนของธนาคารโลก

และยังได้ร่วมกับผู้บริหารอีก 2 ท่านคือ
Hank Needham ผู้อำนวยการการพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศ ของธนาคารโลกเช่นเดียวกัน ทำหน้าที่จัดตั้งทีมงานทีมผู้บริหารในระดับประเทศ ภูมิภาค และเครือข่ายผู้นำ มีประสบการณ์สร้างทีมงานขายกว่า 20 ปีในยุโรป สหรัฐอเมริกา เอเชีย และ แอฟริกา โดยเฉพาะในด้านการตลาดเครือข่าย และ อุตสาหกรรมสื่อสารและเป็นผู้นำด้านการตลาดอีเมล์ด้วยระบบตอบรับ อัตโนมัติ CUMADA

Mark Kaplan ประธานที่ปรึกษา เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา และ หนึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิน (Win University) Mark เป็นบอร์ดที่ปรึกษาของเราและได้สละชั่วโมงเวลาให้ คลับแอสทีเรีย ของเรา ด้วยอัจฉริยภาพของเขา ช่วยให้เกิดการเพิ่มทุน และแนะนำโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้นให้กับโครงการ และสบทบทุนเต็มที่ 100%โดยสมัครใจ

โดยมีบริษัททางด้าน ธุรกิจชั้นนำ ให้การสนับสนุนหลักอยู่ 3 บริษัทคือ
- Powerteam Internationnal http://www.pti360.com
- RainMaker http://www.rainmakersummit.com
- WIN University http://www.winuniversity.com
- และเร็วๆนี้กับ http://www.automarketingpros.com/

รายได้ของบริษัทได้จาก
1.การ เก็บค่าธรรมเนียมการโอนเงินต่างๆ ของบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตด้านการเงิน เช่น Alertpay, CashX, SolidTrustPay และเร็วๆนี้กับ Towah Group (Mastercard)

2.รายได้จากการขายสินค้าแบบระบบ Shopping Online กับบริษัท http://www.greenbackstreet.com และ http://my.blastoffnetwork.com/clubasteria

3.ราย ได้จากการ Download E-book Program กว่า 10,000 เล่ม โดยได้รับสนับสนุนจากบริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาผู้นำธุรกิจเครือข่าย 3 บริษัทด้านบน เช่น E-book Builder, Internet Marketing Secrets, Traffic Optimizer, Website Creation, ระบบติดตามผู้มุ่งหวัง Cumada, Website Builder, People String เป็นต้น

4.รายได้จากการให้คำปรึกษา และสอนเกี่ยวกับวิธีการทำธุรกิจเครือขาย หรือ Affiliate Marketing ให้ประสบผลสำเร็จ

5.รายได้จากการสมัครสมาชิก ดูได้จาก http://www.supersteadycash.com/?ref=28413

Club Asteria จ่ายจริง แผนรายได้การจ่ายเงินคือ
75% แบ่งจ่ายให้สมาชิกโดย 30%นำจ่ายในรูปแบบปันผล และ45%นำจ่ายในรูปแบบการแนะนำสมาชิก
25% เก็บไว้สำหรับค่าใช้จ่ายของบริษัท

หลักการกระจายรายได้(รูปแบบ)
รูป แบบของธุรกิจนี้ ใช้หลัก การเดียวกับสหกรณ์ปันผล กล่าวคือ
1.ใช้ระบบการตลาดแบบ Affiliate Marketting เพื่อเพิ่มและขยายเครือข่ายสหกรณ์ไปทั่วโลก เท่าที่เป็นไปได้
2.เมื่อมีการเพิ่มขึ้นของสมาชิกมากขึ้น บริษัทก็จะมีรายได้มากขึ้น โดย
- สมาชิกมีการรับจ่าย โอนเงิน ผ่านเครือข่ายการเงินของคลับ และมีการเก็บค่าธรรมเนียมมากขึ้น
- สมาชิกมีการซื้อสินค้าต่างๆ ในเครือของ คลับ เพิ่มมากขึ้น (แต่ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาระบบจัดส่งไปยังต่างประเทศ เพราะตอนนี้ส่งแค่ USA)
3.บริษัทนำรายได้จากด้านบน มาปันผลให้กับสมาชิกทั้งหมด โดยการจัดสรรปันส่วนตามหุ้นหรือคะแนนที่สมาชิกแต่ละคนมี หากรายได้ของบริษัทมาก ปันผลก็จะได้มาก หากรายได้บริษัทน้อยปันผลก็ลดลง เพื่อรักษาสมดุลของคลับ โดยทางบริษัทได้ยื่นข้อเสนอตามแผนรายได้ที่ทุกคนได้วิเคราะห์กัน (ซึ่งทางบริษัทได้กล่าวไว้ว่า แผนข้างต้นเป็นเพียงการอธิบายเท่านั้น คุณควรประมาณการด้วยความสมเหตุสมผล...)

ดังนั้นจากแผนรายได้
1.ราย ได้จะได้จากการแนะนำสมาชิก $9/สมาชิกgold และ$4.5/สมาชิกsilver (นี่คือส่วน 45%ของรายได้)
2.รายได้จากการปันผล 30% ในส่วนนี้เราไม่ต้องทำอะไร เพราะบริษัทเป็นผู้จัดสรร

ซึ่งข้อเสียตอนนี้คือ
1.บริษัท ยังไม่ได้จัดระบบขนส่งไปยังต่างประเทศ ทำให้ตอนนี้มีแต่ลูกค้าใน USA เท่านั้น
2.ลูกค้าในต่างประเทศ จะอุดหนุนได้แต่สินค้าจำพวก E-book ข้างต้น และการซื้อแต้ม Asterios (หุ้นหรือคะแนน $1=1คะแนน)
3.ช่วงนี้ กำลังอยู่ในการพัฒนา และการเติบโต เพื่อขยายเครือข่ายของคลับ ให้ครอบคลุมบริษัทจำพวกโอน-รับเงินทั้งหมดเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อนำค่าธรรมเนียมจากการโอนเงินทั้งหมด มาจ่ายคืนสู่สมาชิกคลับ
4.ตอน นี้คลับเติบโตในประเทศต่างๆ กว่า 17 ประเทศอย่างรวดเร็ว ทำให้บุคลากรในบริษัทไม่เพียงพอ จึงอยู่ในช่วงรับและพัฒนาบุคลากรให้ เพิ่มขึ้นเพียงพอต่อความต้องการ

ใครรู้จัก คลับแอสทีเรีย Club Asteria บ้าง? / คลับแอสทีเรีย จริงหรือหลอก / ใครมีประสบการณ์ Club Asteria บ้าง / ไม่ต้องหาสมาชิก อยู่เฉยๆ ก็รับรายได้ จริงหรือ? / แอนเดรีย ลูคัส คือใคร / Club Asteria คือ / สนใจ คลับแอสทีเรีย ต้องทำอย่างไรบ้าง / สร้างรายได้ จริงหรือไม่ / ฯลฯ

คำถามเหล่านี้อาจช่วยตอบคำถามคุณ ได้ และผู้สนใจหลายๆ คนได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สแปม (Spam) คืออะไร

สแปม (Spam) คือ การส่งอีเมลที่มีข้อความโฆษณาไปให้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้รับ การสแปมส่วนใหญ่ทำเพื่อการโฆษณาเชิงพาณิชย์ มักจะเป็นสินค้าที่น่าสงสัย หรือการเสนองานที่ทำให้รายได้อย่างรวดเร็ว หรือบริการที่ก้ำกึ่งผิดกฏหมาย ผู้ส่งจะเสียค่าใช้จ่ายในการส่งไม่มากนัก แต่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะตกอยู่กับผู้รับอีเมลนั้น

เมื่อคุณได้รับ อีเมลที่มีหัวข้อเช่น "Make Money from Home" หรือ ?XXX Hot SEXXXY Girls" ถ้าอีเมลเหล่านี้ส่งมาจากคนที่คุณไม่รู้จัก แน่นอนว่าคุณไม่ต้องการรับอีเมลเหล่านี้แน่ ๆ เพราะมันจะทำให้คุณเสียเวลา ค่าใช้จ่าย แบนด์วิดธ์ และพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์ในการดาวน์โหลดอีเมลเหล่านี้มาอ่าน ถึงแม้จะไม่มีวิธีที่จะกำจัดอีเมลเหล่านี้ได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คุณก็สามารถทำบางอย่างเพื่อปัองกันจดหมายขยะที่น่ารำคาญเหล่านี้ได้

ไซ ต์ ในอินเทอร์เน็ตหลาย ๆ ไซต์ที่ได้เงินจากการขายรายชื่อที่อยู่อีเมลให้กับผู้ส่งจดหมายขยะ (spammer) มีเว็ปไซต์หนึ่งที่ขายที่อยู่อีเมล 1 ล้านรายชื่อเพื่อเงินเพียง 59.95 ดอลลาร์ ส่วนอีกเว็ปไซต์หนึ่งขายซีดีที่มีรายชื่ออีเมล 15 ล้านชื่อเพื่อเงิน 120 ดอลลาร์

ทำไมจดหมายขยะถึงเพิ่มขึ้นทุกวัน ?

ผู้ ส่งจดหมายขยะจำเป็นต้องส่งไปจำนวนมาก ๆ เพราะเครื่องมือในการป้องกันจดหมายขยะฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ และผู้ส่งเองก็มีวิธีใหม่ ๆ ในการค้นหาที่อยู่อีเมลและวิธีการหลบหลีกการป้องกันจากจดหมายขยะด้วย นอกจากนี้ การทำการตลาดทางอีเมลยังมีค่าใช้จ่ายถูก ในสหรัฐ ฯ ผู้ส่งอีเมลขยะจ่ายน้อยกว่าหนึ่งเพนนีต่อ อีเมลหนึ่งฉบับ ถ้าเปรียบเทียบกับการทำการตลาด ผู้ส่งจ่าย 1 ดอลลาร์สำหรับขายสินค้าทางโทรศัพท์ และ 75 เซ็นต์สำหรับการส่งจดหมายทางไปรษณีย์

spammer รู้ที่อยู่อีเมลของพวกเราได้อย่างไร

1. spammer ใช้โปรแกรมที่เก็บรวมรวมที่อยู่อีเมลโดยอัตโนมัติที่เรียกว่า Bot หรือ robot ที่สามารถ สแกนอินเทอร์เน็ตเพื่อหาที่อยู่อีเมล วิธีการหนึ่งที่ใช้เพื่อป้องกันวิธีนี้คือการใช้ที่อยู่อีเมลแจกฟรีแบบ web based email (อย่าง Hotmail.com หรือ yahoo.com เป็นต้น) แล้วจึงเก็บ POP mail ไว้สำหรับคนรู้จักและครอบครัวเท่านั้น วิธีนี้ไม่สามารถป้องกันสแปมได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถป้องกัน bot ไม่ให้รู้ที่อยู่อีเมลหลักของคุณได้

ถ้าคุณมีเว็ปไซต์ของคุณเอง อย่าทำ hyperlink ให้กับ email address เพราะ spammer สามารถ ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า spiders เพื่อรวบรวมเว็ปที่มี email address อยู่ โดย spiders สามารถไปตามลิงค์ต่าง ๆ และรวบรวมลิงค์ mailto คุณควรทำที่อยู่อีเมลของคุณให้เป็น text แทน เพื่อไม่ให้ spiders สามารถทำงานได้ ถ้าผู้ที่ต้องการส่งอีเมลถึงคุณ เขาจะไม่รังเกียจที่จะพิมพ์ที่อยู่อีเมลลงไปในโปรแกรมส่งอีเมลด้วยตัวเขาเอง

นอก จากนี้การส่งข้อความเข้าไปใน newsgroup โดยบอกที่อยู่อีเมลของคุณไปด้วย ทำให้ bots สามารถค้นหาที่อยู่อีเมลใน newsgroupได้ จดหมาย Spam ที่คุณได้รับบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณส่งข้อความของคุณไปที่ newsgroup ใด เช่น ถ้าคุณส่งข้อความเข้าไปที่ Alt.DVD คุณอาจได้รับอีเมลที่ให้ข้อเสนอที่เกี่ยวกับ DVD

ด้วยเหตุนี้ผู้คน ส่วนใหญ่จึงไม่ได้ใช้ที่อยู่อีเมลจริง ๆ หรือคุณอาจใช้วิธีเพิ่มตัวอักษรเข้าไปในท้ายที่อยู่เพื่อหลอก bot เช่น ถ้าคุณมีที่อยู่อีเมลคือ user@XYZ.netอีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน คุณสามารถบอกที่อยู่อีเมลเป็น user@XYZ.REMOVE.netอีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน แล้วจึงบอกในข้อความนั้นให้ผู้อ่านรู้ว่าให้นำคำว่า "REMOVE" ออกไปเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง (วิธีอื่น ๆ ที่คุณสามารถใช้เพื่อหลีกเลี่ยง bot เมื่อคุณจำเป็นต้องใส่ที่อยู่อีเมลในอินเทอร์เน็ต เช่น การเพิ่มช่องว่างเข้าไป เช่น ?user @ hotmail.com? หรือการเปลี่ยน @ เป็น at เช่น ?user at hotmail.com? เป็นต้น)

ก่อนที่คุณจะโพสต์ที่อยู่ อีเมลของคุณใน newsgroup หรือเว็ปไซต์ใด ๆ หรือการสำรวจข้อมูลใด ๆ ก็ตาม คุณควรสมัคร free email account อีกแห่งหนึ่ง ที่ไม่ใช่อีเมลหลักของคุณ ใช้อีเมลหลักของคุณสำหรับ คนที่คุณสามารถเชื่อถือได้เท่านั้น

ที่ เว็ปไซต์ http://www.u.arizona.edu/~trw/spam/ มีสคริปท์แจกฟรีที่คุณสามารถใช้เพื่อเข้ารหัสที่อยู่อีเมลของคุณเพื่อไม่ให้ bot สามารถหาที่อยู่อีเมลของคุณได้


2. ถ้าคุณได้รับจดหมายลูกโซ่ อย่างเช่น "ส่งอีเมลนี้ต่อไปให้คนสิบคนแล้วไมโครซอฟท์จะส่งเช็คมูลค่า 1000 ดอลลาร์มาให้คุณ" ถ้าคุณเคยได้รับอีเมลที่มีรายชื่อผู้รับจำนวนมาก อย่าส่งต่ออีเมลเหล่านี้เนื่องจาก ที่อยู่อีเมลของคุณจะติดไปพร้อมกับอีเมลเหล่านี้

เมื่อคุณได้รับอี เมลลูกโซ่มาจากแหล่งที่ไม่รู้จัก บอกว่า "โปรดตอบจดหมายนี้ โดยมีหัวข้อตอบกลับว่า Remove เพื่อยกเลิกรับการเป็นสมาชิกแจ้งข่าวสารทางอีเมล" คุณไม่ควรตอบอีเมลนี้ เพราะการส่งอีเมลนี้ใช้เพื่อพิสูจน์ว่าที่อยู่อีเมลนี้มีจริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ส่งอีเมลขยะเอง

3.เมื่อคุณป้อนที่อยู่อี เมลในฟอร์มของเว็ปไซต์เพื่อสมัครบริการของเว็ปนั้น ถึงแม้ว่าเว็ปไซต์นั้นสัญญาว่าจะเก็บที่อยู่อีเมลไว้เป็นความลับ แต่ดูเหมือนคำสัญญาไม่ได้ป้องกันให้บริษัทเหล่านั้นเปิดเผยข้อมูลให้บุคคล ที่สามได้เลย มีคนหนึ่งที่เคยสมัครกับเว็ปไซต์ประเภท joke of the day โดยบอกที่อยู่อีเมลแบบ web based ไป เป็นครั้งเดียวที่เขาได้สมัครเพื่อขอใช้บริการเว็ปในอินเทอร์เน็ต ภายในหนึ่งสัปดาห์ต่อมาเขาได้รับจดหมายขยะ มีตั้งแต่เรื่อง "Make A Million $$$" ไปจนถึง How To Keep Women Happy

4.การใช้คำทั่ว ๆ ไป (เช่นเป็นคำใน dictionary) เป็นชื่อแอกเคาท์ช่วยให้ผู้ส่งจดหมายขยะสามารถเดาชื่อเหล่านี้และส่งไปได้ วิธีการแก้ไขคือการใช้ชื่อแอคเคาท์ที่สะกดผิด จะช่วยให้ผู้ส่งจดหมายขยะยากที่จะคาดเดาชื่อแอคเคาท์และส่งอีเมลมาแบบไม่ เลือกได้

5.ไซต์ที่มีบริการที่ให้คุณสามารถส่ง greeting cards ไปยังคนอื่น ๆ บางแห่งจะเก็บรวบรวมที่อยู่อีเมลไว้ แล้วเก็บไว้หรือขายให้กับผู้ส่งจดหมายขยะ

6.การขโมยข้อมูล โดยการสร้างเว็ปไซต์ที่จริง ๆ แล้วไม่ได้ใช้ http protocol แต่ใช้ anonymous ftp แทน มีเว็ปบราวเซอร์หลาย ๆ ตัวจะส่งที่อยู่อีเมลแทนรหัสผ่าน เพื่อเข้าไปใน anonymous ftp
ตัวอย่างการ Spam รูปแบบต่างๆ
- ส่ง E-Mail ไปแนะนำธุรกิจ กับคนที่คุณ ไม่รู้จัก ไม่ได้ร้องขอ = Spam
- กล่อง Comment ทุกที่ตามเว็บต่างๆ เค้าให้ Comment เนื้อหานั้นๆ หากไปลงประกาศ! = Spam
- ลงประกาศ ซ้ำๆ หลายกระทู้ ติดๆกัน = Spam
- ลงประกาศ ผิดหมวดหมู่ เช่น แทนที่จะลงใน หมวด ธุรกิจ / งาน Part time / รายได้เสริม
  กลับไปลง หมวด ดูหนัง, ดารา, ฟุตบอล ฯลฯ. = Spam
- Tag ภาพใน Facebook แบบเค้าไม่ยินยอม = Spam


โปรด ช่วยกันรณรงค์ในเรื่องห้าม Spam ด้วยนะครับ ภาพลักษณ์ของ Club Asteria มันตกต่ำมากเพราะ Spam นี่แหละครับ
ใครมีสายงาน โปรด Fw เมล์แจ้งสายงานของเราทุกสายงานด้วย

และทีม งานเว็บหลักเช่น

www.supersteadycash.com   
www.thaiwnp.com   
www.asteria-th.com   
www.feeder-asteria.com

โปรดช่วยกันรณรงค์ และโพสแจ้งข้อมูลให้กับสมาชิกด้วยนะครับ

วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ตลาด Forex คืออะไร?

ตลาด Forex คือตลาดทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยสิ่งที่ซื้อ-ขายกันในตลาดนี้คือเงินตราสกุลต่างๆ ครับ โดยตลาด Forex มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงถึง 1.9 ล้านล้าน เหรียญสหรัฐ มากกว่าทุกตลาดทางการเงินในโลกนี้รวมกัน!

ตลาด Forex มีตลาดใหญ่ๆ อยู่ที่ ญี่ปุ่น ลอนดอน นิวยอร์ค และยังมีตลาดที่ออสเตรเลีย กับยุโรป อีกด้วย ซึ่งการที่มีตลาดเปิด และปิดในหลายพื้นที่ของโลกเหลื่อมล้ำกัน จึงทำให้เสมือนหนึ่งตลาดนี้ ไม่มีวันหลับไหล โดยสามารถเริ่มเข้าตลาดได้ตั้งแต่ตี 4 เช้าวันจันทร์ จนถึงตี 4 เช้าวันเสาร์ (ตามเวลาในประเทศไทย) ตลอด 24 ชั่วโมง!!!

ก่อนอินเตอร์ เน็ทจะแพร่หลาย ตลาดการเงินแห่งนี้จะมีผู้เล่นหลักเฉพาะในกลุ่ม ธนาคาร กองทุน ผู้นำเข้า และส่งออก และในกลุ่มของคนที่ใกล้ชิดวงการธนาคาร แต่เมื่ออินเตอร์เน็ทเริ่มบูม ก็เริ่มมีการพัฒนาระบบเทรดบนอินเตอร์เน็ท และเริ่มมีผู้ให้บริการ (โบรกเกอร์) มากขึ้น

จนกระทั่งเริ่มมี โบรกเกอร์ที่ให้บริการสำหรับนักลงทุนรายย่อย และมือใหม่ที่เริ่มสนใจตลาดเงินให้สามารถเริ่มต้อนได้ด้วยทุนเพียง $1 - $500 เท่านั้น!

หลายคนอาจจะเริ่มสงสัย ว่าด้วยทุนเพียง $1 จะสามารถทำกำไรได้อย่างไร

นี่แหล่ะครับ คือความน่าสนใจอีกข้อของตลาดนี้ คือระบบที่เรียกว่า Leverage ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีทุนน้อย สามารถทำกำไรได้เสมือนหนึ่งมีทุนเป็นแสน เป็นล้าน ไว้เดี๋ยวจะอธิบายต่อไป

สรุปความน่าสนใจของตลาด Forex
  • เงินลงทุนต่ำ ต่ำสุดเพียง $1
  • ตลาด online ผ่าน Internet 24 ชั่วโมง ดำเนินการทุกอย่างผ่าน Internet
  • ไม่มีคนกลาง คำสั่งซื้อ-ขาย เป็นระบบอัตโนมัติ ไท่พลาดทุกคำสั่งซื้อ-ขาย
  • สามารถทำกำไรได้ทั้ง ตลาดขาขึ้น และตลาดขาลง
  • ค่าดำเนินการต่ำ โบรกเกอร์เก็บค่า spreed ตั้งแต่ 1 - 20 pips ต่อเทรด ขึ้นอยู่กับคู่ของค่าเงินที่เทรด
  • มี demo account สามารถทดลองเทรดได้เสมือนจริง บนระบบจริง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ติดตาม ตอนต่อไป "แล้วเราจะเริ่มต้นอย่างไร?"