วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ไม่เสี่ยงก็ไม่รวย

ตั้งแต่เกิดมา คุณเคยทำอะไรที่มันเสี่ยง ๆ บ้างหรือเปล่า.ตามความหมายในพจนานุกรมบอกไว้อย่างนี้..เสี่ยง หมายความถึง...ลองเผชิญดู เสี่ยงชีวิต คือ เสี่ยงอย่างไม่เห็นแก่ชีวิต เสี่ยงทาย แปลว่า ทำนายโชคโดยฉลากหรือเครื่องหมาย เป็นต้นเสี่ยงบุญเสี่ยงกรรม แปลว่า ลองดูสุดแต่บุญกรรม เสี่ยงภัย...ทำลงไปโดยไม่เกรงภัยสรุปความได้ว่า การที่เราทำอะไรที่มันเสี่ยง แปลว่า เราไม่หวั่นเกรงและ ไม่คำนึงว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร.......
ดังนั้น ถ้าอยากจะรวยก็ต้องเสี่ยง หมายความว่าคุณก็จะต้องยอมรับโดยดุษฎี ว่าผลที่ออกมาถึงแม้ว่าจะเป็นความจนแทนที่จะรวยก็ยอมละ เป็นไงเป็นกัน.............
ทุกวันนี้ คนเราทุกคนดำเนินชีวิดอยู่ภายใต้ความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้นเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย ย่อมแล้วแต่ว่าใครจะมีทางเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหลายหรือหาทางป้องกันความเสี่ยง หรือผ่อนปรนความเสี่ยงให้หนักเป็นเบาได้มากกว่ากัน
การเสี่ยงบางอย่างทำให้เราเสียเงิน บางอย่างเสีเวลา บางอย่างก็ต้องเสียทั้งเงินและเวลา นอกจากนั้นยังอาจเสียโอกาสที่ไม่มีวันจะกลับมาใหม่อีก
ความเสี่ยงตามนัยของการลงทุนมีความหมายกว้างกว่าที่เราเข้าใจกันทั่วไป เพราะปกติเรามักเข้าใจว่าผลของการเสี่ยงมักจะเป็นไปทางด้านลบอย่างเดียว เช่นมองว่าความเสี่ยงของการจราจรคือรถติด ทำให้เดินทางไปถึง เป้าหมายช้ากว่ากำหนด ความเสี่ยงของการทำธุรกิจคืออาจจะขาดทุนและหมดตัว เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม กรณีที่เราพูดถึงความเสี่ยงของการลงทุน
ความหมายของมันก็คือ ความไม่แน่นอน คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นผิดไปจากที่คาดคะเนไว้ มันเบี่ยงเบนไปจากที่กำหนด เช่นสมมุติว่าเราตัดสินใจที่จะซื้อหุ้นตัวหนึ่ง ซึ่งจากสถิติบอกว่าหุ้นตัวนี้ให้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 คงไม่มีใครสามารถรับประกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ถ้าเราลงทุนในหุ้นนี้แล้วจะต้องได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นโอกาสที่อัตราผลตอบแทนจะเบี่ยงเบนในทางที่ต่ำกว่าร้อยละ 10 มันมีอยู่ และที่จะสูงกว่าร้อยละ 10 ก็มีทางวิชาการเขาเรียกโอกาสที่มันจะเบ้ไปทางโน้นทางนี้ว่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน Standard Deviation และเรียกช่วงกว้างของการเบี่ยงเบนทั้งสองทางนี้ว่า ความแปรปรวน Variance เอาแค่นี้แหละ ไว้พอคุยกับโบรกเกอร์ได้.......
จากตัวอย่างนี้ สมมุติต่อว่าค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานที่คำนวณได้คือ 20เปอร์เซ็นต์ซึ่งมีความหมายว่าโอกาสที่ผลตอบแทนจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้ที่ 30เปอร์เซ็นต์ (ค่าเฉลี่ย 10 บวกค่าเบี่ยงเบนมาดรฐาน 20 เท่ากับ 30) และขณะเดียวกันมีโอกาสที่ต่ำสุดที่ -10 เปอร์เซ็นต์ (10-20 คือ ขาดทุน)ดังนั้น ความเสี่ยง กับ ผลตอบแทน จึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันเสมอ เหมือนกับปาท่องโก๋.....
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงสรุปเป็นทฤษฎีได้ว่า การลงทุนใดก็ตามที่ตราผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็จะสูงด้วย
ความเสี่ยงเหล่านั้นมาจากอะไรบ้าง โอ๊ย...เป็นไปได้สารพัดเชียวล่ะ มีทั้งส่วนที่เราอาจควบคุมได้และไม่ได้เช่น จากความผันผวนของดลาด ของอัตราดอกเบี้ย จากเงินเฟ้อ จากการประกอบธุรกิจ จากอัตราแลกเปลี่ยน....
ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของบริษัท เช่น คาดกันว่าจะกำไร แด่ พอประกาศผลการดำเนินงานออกมากลายเป็นว่าขาดทุน หรือเป็น ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวหุ้นเลย เช่น พอมีข่าวอิรักบุกคูเวต ตลาดหุ้นทุกแห่งปรับตัวลงวูบทันควัน อะไรอย่างนี้เป็นต้นความเสี่ยงทั้งหลายทั้งปวงนั้น เราไม่อาจจะขจัดได้ หากแต่ทำให้มันลดลงได้โดยวิธีการ กระจายความเสี่ยงที่จะได้พูดรายละเอียดกันต่อไป.....
อย่างที่บอกไว้ในตอนที่แล้วว่าบรรดาเศรษฐีทั้งหลายนั้น กว่าจะได้มาถึงวันนี้พวกเขาต้องเผชิญกับการเสี่ยงมาแล้วไม่มากก็น้อยการเสี่ยงของเขาเหล่านั้นมิใช่เป็นการเสี่ยงโชคตามปกติธรรมดาที่ บรรดาผู้หวังรวยลัดนิยมทำกัน หากแต่เป็นการลงทุนที่ได้มีการพินิจพิเคราะห์ในทุกด้าน ผ่านการกลั่นกรองอย่างละเอียด และได้ลองผิด
ลองถูกจนสร้างเป็นประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะบุคคล .......
วอร์เรน บัฟเฟตต์เคยกล่าวเอาไว้ว่า ถ้าคุณไม่ตื่นตระหนกและทนเห็นหุ้นที่ถือราคาตกลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ได้ คุณก็ไม่ควรที่จะอยู่ในแวดวง ตลาดหุ้น......

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น