วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คนทำก็รวยไม่ทำก็รวย

หลายคนเคยสงสัยว่าถ้าเราสนใจลงทุนแล้วทำไมถึงไม่ทำเอง ด้องไปยืมจมูกชาวบ้านหายใจทำไม เช่น สนใจในกิจการโรงแรม แล้วเราก็มีสตางค์ทำไมเราไม่ลงทุนทำโรงแรมซะเองล่ะ ทำไมจะต้องไปชื้อหุ้นของโรงแรมอื่น

อยากให้ลองถามตัวเองว่า เวลาที่คุณอยากกินอะไรที่อร่อย ๆแล้วคุณต้องไปจ่ายกับข้าว แล้วลงมือปรุงเองทุกครั้งหรือเปล่าคุณคงไม่ทำอย่างนั้น เพราะว่า หนึ่ง เสียเวลา สอง คุณอาจต้องเสี่ยงกับฝี มือคุณเองที่อาจทำแล้วไม่อร่อยเหมือนเดิมก็ได้ ดังนั้นวิธีที่สะดวกกว่าก็คือเลือกร้านที่คุณชอบแล้วเข้าไปทานเมื่อใดก็ได้ที่คุณต้องการ

ฉันใดก็ฉันนั้น การลงทุนทำกิจการใดกิจการหนึ่ง ย่อมมีความลำบากมากกว่าจ่ายกับข้าวทำอาหารเยอะ

อย่างแรก คุณต้องมีเงินลงทุนมากพอที่จะจัดหาเครื่องมือเครื่องไม้จัดชื้อวัตถุดิบ จ้างคนทำงาน ด้องบริหารติดตามงาน...จิปาถะ

อย่างที่สอง คุณด้องมีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจนั้นอย่างเพียงพอที่จะทำให้มีรายได้คุ้มการลงทุน ความรู้ในธุรกิจอย่างเดียวอาจจะไม่พอคุณต้องรู้เรื่องอื่นด้วยทั้งเรื่องการบริหารคน บริหารตลาด บริหารเงิน(เพื่อไม่ให้เป็น เอ็น พี แอล)

อย่างที่สาม คุณต้องให้เวลาในการดูแลธุรกิจของคุณอย่างเด็มเวลาและต่อเนื่อง ดังนั้นหัวคุณจะดูอยู่ดลอดทั้งวัน บางครั้งอาจจะทั้งคืนจนแทบจะไม่มีเวลาทำอย่างอื่น

อย่างที่สี่ เมื่อคุณอยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าคุณจะไม่สามารถทำได้ในเวลาอันสั้น หรือกว่าจะทำได้โอกาสก็ผ่านเลยไปแล้ว เป็นต้น
เอาเบาะ ๆ แค่สามสี่อย่างพอ เมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นแล้ว คุณสามารถขจัดปัญหาและข้อขัดข้องที่ว่านั้นได้ทั้งหมด

หนึ่ง คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินจำนวนมากที่จะลงทุน คุณเพียงเข้าไปขอหุ้นกับกิจการบางแห่งที่เขาทำได้ดี อยู่แล้ว เรียกว่ามีเท่าไหร่ก็ลงเท่านั้นไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งกิจการ

สอง คุณไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดไปเสียทุกเรื่อง รู้เฉพาะในสิ่งที่จำเป็นและทันต่อเหตุการณ์เป็นอันใช้ได้

สาม คุณสามารถทำมาหากินอย่างอื่น ทำที่คุณถนัด ไม่จำเป็นต้องมาเฝ้าอยู่กับกิจการทุกวันทุกคืน

สี่ คุณไม่พอใจลงทุนในกิจการนั้นเมื่อใดขายทิ้งไปและไปลงทุนในกิจการอื่นที่ดีกว่าได้ทันที

เห็นมั้ย แค่นี้ก็เหนือกว่ากันเยอะเลย เปรียบเสมือนกับเราสามารถปรับเปลี่ยนการลงทุนของเราได้ในทุกรูปแบบ และทุกสถานการณ์คุณไม่จำเป็นต้องยืนบนหินก้อนเดียวเพื่อชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม คุณอาจกระโดดข้ามไปยังก้อนโน้น ก้อนนั้นได้ตามใจชอบ

ขณะนี้ในตลาดหุ้นมีกิจการให้เลือกลงทุนถึงเกือบ 400 บริษัท กว่า 30ประเภทธุรกิจ นับตั้งแต่ หุ้นสถาบันการเงิน พาณิชกรรม อุตสาหกรรม บริการหุ้นไฮเทค ...โอัย !! เรียกว่าดูกันจนตาลาย แต่ไม่ใช่ว่าใครนึกจะเอาอะไรไปขายก็ได้นะ อย่างน้อยต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ตลาดหุ้นเขากำหนดเสียก่อน คือด้องเป็น บริษัทมหาชน มีระบบการบัญชีการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐาน และต้องแสดงให้เห็นว่ามี ศักยภาพที่จะเติบโตในอนาคต

ที่ว่าเป็นบริษัทของมหาชนก็คือ ด้องมีผู้ถือหุ้นจำนวนเยอะๆ เพื่อที่จะได้กระจายความเป็นเจ้าของ (ภาษาวิชาการเขาว่าอย่างนี้) และกระจายรายได้ไปสู่คนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ว่าจะเป็นของใครคนใด คนหนึ่ง อีกอย่าง
หนึ่งกิจการที่มีจำนวนผู้ถือหุ้นเยอะ ก็ทำให้หุ้นมีสภาพคล่อง (ซื้อขายกันจนไฟแลบว่างั้นเหอะ)

คุณสมบัติข้อต่อไปเรื่องระบบบัญชีและการเปิดเผยข้อมูลนี่ก็สำคัญมา เพราะถ้าคุณไม่มีข้อมูลที่จะศึกษาเกี่ยวกับตัวกิจการที่จะลงทุน มันก็เหมือนตาบอดคลำช้างแหละ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ได้แต่เดาสุ่ม ๆ กันไป(ดีไม่ดีอาจถูกช้างเหยียบแบนแต๊ดแต๋) มีข้อมูลแล้วไม่รายงานก็ไม่ได้ ตลาดหุ้นเขากำหนดไว้เลย ต้องรายงานข้อมูลให้ทันเหตุการณ์ข้อมูลอะไรต้องรายงานเมื่อไหร่ ว่ากันเป็น เรื่องๆ
ละเอียดยิบเชียว (เข้มงวดกว่าแม่อีหนูที่บ้านเสียอีก)

ทุกอย่างต้องเป็นความจริงจะมาบอกกันมั่วมีสิทธิถูกปรับหรือติดคุกได้

เรื่องสุดท้ายก็คือโอกาสการขยายตัวของกิจการต้องมีนั่นหมายความว่าตัวกิจการต้องมีธุรกิจที่ดี ผู้บริหารดีมีฝีมือ มีระบบแบบแผนการบริหาร ทันสมัย ตรงนี้แหละที่ถือเป็นความเสี่ยงของตัวธุรกิจและการลงทุน ไม่มีใครสามารถรับประกันความสำเร็จของธุรกิจได้ แด่เอาล่ะ หากตัวธุรกิจดีและผู้บริหารดี เราก็หวังว่าโอกาสเจริญขึ้นน่าจะมากกว่าเจริญลง

คนจะลงทุนในหุ้นอะไรก็ต้องศึกษาสิ่งเหล่านี้ให้ถ่องแท้ ไม่เข้าใจก็ถามผู้รู้ให้เขาอธิบายให้ฟัง เจอกิจการที่ดีก็รวยกันทั้งสองฝ่ายแหละบริษัทรวยผู้ถือหุ้นก็รวยด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น