หลายคนเคยสงสัยว่าถ้าเราสนใจลงทุนแล้วทำไมถึงไม่ทำเอง ด้องไปยืมจมูกชาวบ้านหายใจทำไม เช่น สนใจในกิจการโรงแรม แล้วเราก็มีสตางค์ทำไมเราไม่ลงทุนทำโรงแรมซะเองล่ะ ทำไมจะต้องไปชื้อหุ้นของโรงแรมอื่น
อยากให้ลองถามตัวเองว่า เวลาที่คุณอยากกินอะไรที่อร่อย ๆแล้วคุณต้องไปจ่ายกับข้าว แล้วลงมือปรุงเองทุกครั้งหรือเปล่าคุณคงไม่ทำอย่างนั้น เพราะว่า หนึ่ง เสียเวลา สอง คุณอาจต้องเสี่ยงกับฝี มือคุณเองที่อาจทำแล้วไม่อร่อยเหมือนเดิมก็ได้ ดังนั้นวิธีที่สะดวกกว่าก็คือเลือกร้านที่คุณชอบแล้วเข้าไปทานเมื่อใดก็ได้ที่คุณต้องการ
ฉันใดก็ฉันนั้น การลงทุนทำกิจการใดกิจการหนึ่ง ย่อมมีความลำบากมากกว่าจ่ายกับข้าวทำอาหารเยอะ
อย่างแรก คุณต้องมีเงินลงทุนมากพอที่จะจัดหาเครื่องมือเครื่องไม้จัดชื้อวัตถุดิบ จ้างคนทำงาน ด้องบริหารติดตามงาน...จิปาถะ
อย่างที่สอง คุณด้องมีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจนั้นอย่างเพียงพอที่จะทำให้มีรายได้คุ้มการลงทุน ความรู้ในธุรกิจอย่างเดียวอาจจะไม่พอคุณต้องรู้เรื่องอื่นด้วยทั้งเรื่องการบริหารคน บริหารตลาด บริหารเงิน(เพื่อไม่ให้เป็น เอ็น พี แอล)
อย่างที่สาม คุณต้องให้เวลาในการดูแลธุรกิจของคุณอย่างเด็มเวลาและต่อเนื่อง ดังนั้นหัวคุณจะดูอยู่ดลอดทั้งวัน บางครั้งอาจจะทั้งคืนจนแทบจะไม่มีเวลาทำอย่างอื่น
อย่างที่สี่ เมื่อคุณอยากเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าคุณจะไม่สามารถทำได้ในเวลาอันสั้น หรือกว่าจะทำได้โอกาสก็ผ่านเลยไปแล้ว เป็นต้น
เอาเบาะ ๆ แค่สามสี่อย่างพอ เมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นแล้ว คุณสามารถขจัดปัญหาและข้อขัดข้องที่ว่านั้นได้ทั้งหมด
หนึ่ง คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินจำนวนมากที่จะลงทุน คุณเพียงเข้าไปขอหุ้นกับกิจการบางแห่งที่เขาทำได้ดี อยู่แล้ว เรียกว่ามีเท่าไหร่ก็ลงเท่านั้นไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งกิจการ
สอง คุณไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดไปเสียทุกเรื่อง รู้เฉพาะในสิ่งที่จำเป็นและทันต่อเหตุการณ์เป็นอันใช้ได้
สาม คุณสามารถทำมาหากินอย่างอื่น ทำที่คุณถนัด ไม่จำเป็นต้องมาเฝ้าอยู่กับกิจการทุกวันทุกคืน
สี่ คุณไม่พอใจลงทุนในกิจการนั้นเมื่อใดขายทิ้งไปและไปลงทุนในกิจการอื่นที่ดีกว่าได้ทันที
เห็นมั้ย แค่นี้ก็เหนือกว่ากันเยอะเลย เปรียบเสมือนกับเราสามารถปรับเปลี่ยนการลงทุนของเราได้ในทุกรูปแบบ และทุกสถานการณ์คุณไม่จำเป็นต้องยืนบนหินก้อนเดียวเพื่อชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม คุณอาจกระโดดข้ามไปยังก้อนโน้น ก้อนนั้นได้ตามใจชอบ
ขณะนี้ในตลาดหุ้นมีกิจการให้เลือกลงทุนถึงเกือบ 400 บริษัท กว่า 30ประเภทธุรกิจ นับตั้งแต่ หุ้นสถาบันการเงิน พาณิชกรรม อุตสาหกรรม บริการหุ้นไฮเทค ...โอัย !! เรียกว่าดูกันจนตาลาย แต่ไม่ใช่ว่าใครนึกจะเอาอะไรไปขายก็ได้นะ อย่างน้อยต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ตลาดหุ้นเขากำหนดเสียก่อน คือด้องเป็น บริษัทมหาชน มีระบบการบัญชีการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐาน และต้องแสดงให้เห็นว่ามี ศักยภาพที่จะเติบโตในอนาคต
ที่ว่าเป็นบริษัทของมหาชนก็คือ ด้องมีผู้ถือหุ้นจำนวนเยอะๆ เพื่อที่จะได้กระจายความเป็นเจ้าของ (ภาษาวิชาการเขาว่าอย่างนี้) และกระจายรายได้ไปสู่คนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ว่าจะเป็นของใครคนใด คนหนึ่ง อีกอย่าง
หนึ่งกิจการที่มีจำนวนผู้ถือหุ้นเยอะ ก็ทำให้หุ้นมีสภาพคล่อง (ซื้อขายกันจนไฟแลบว่างั้นเหอะ)
คุณสมบัติข้อต่อไปเรื่องระบบบัญชีและการเปิดเผยข้อมูลนี่ก็สำคัญมา เพราะถ้าคุณไม่มีข้อมูลที่จะศึกษาเกี่ยวกับตัวกิจการที่จะลงทุน มันก็เหมือนตาบอดคลำช้างแหละ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ได้แต่เดาสุ่ม ๆ กันไป(ดีไม่ดีอาจถูกช้างเหยียบแบนแต๊ดแต๋) มีข้อมูลแล้วไม่รายงานก็ไม่ได้ ตลาดหุ้นเขากำหนดไว้เลย ต้องรายงานข้อมูลให้ทันเหตุการณ์ข้อมูลอะไรต้องรายงานเมื่อไหร่ ว่ากันเป็น เรื่องๆ
ละเอียดยิบเชียว (เข้มงวดกว่าแม่อีหนูที่บ้านเสียอีก)
ทุกอย่างต้องเป็นความจริงจะมาบอกกันมั่วมีสิทธิถูกปรับหรือติดคุกได้
เรื่องสุดท้ายก็คือโอกาสการขยายตัวของกิจการต้องมีนั่นหมายความว่าตัวกิจการต้องมีธุรกิจที่ดี ผู้บริหารดีมีฝีมือ มีระบบแบบแผนการบริหาร ทันสมัย ตรงนี้แหละที่ถือเป็นความเสี่ยงของตัวธุรกิจและการลงทุน ไม่มีใครสามารถรับประกันความสำเร็จของธุรกิจได้ แด่เอาล่ะ หากตัวธุรกิจดีและผู้บริหารดี เราก็หวังว่าโอกาสเจริญขึ้นน่าจะมากกว่าเจริญลง
คนจะลงทุนในหุ้นอะไรก็ต้องศึกษาสิ่งเหล่านี้ให้ถ่องแท้ ไม่เข้าใจก็ถามผู้รู้ให้เขาอธิบายให้ฟัง เจอกิจการที่ดีก็รวยกันทั้งสองฝ่ายแหละบริษัทรวยผู้ถือหุ้นก็รวยด้วย
วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ไม่เสี่ยงก็ไม่รวย
ตั้งแต่เกิดมา คุณเคยทำอะไรที่มันเสี่ยง ๆ บ้างหรือเปล่า.ตามความหมายในพจนานุกรมบอกไว้อย่างนี้..เสี่ยง หมายความถึง...ลองเผชิญดู เสี่ยงชีวิต คือ เสี่ยงอย่างไม่เห็นแก่ชีวิต เสี่ยงทาย แปลว่า ทำนายโชคโดยฉลากหรือเครื่องหมาย เป็นต้นเสี่ยงบุญเสี่ยงกรรม แปลว่า ลองดูสุดแต่บุญกรรม เสี่ยงภัย...ทำลงไปโดยไม่เกรงภัยสรุปความได้ว่า การที่เราทำอะไรที่มันเสี่ยง แปลว่า เราไม่หวั่นเกรงและ ไม่คำนึงว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร.......
ดังนั้น ถ้าอยากจะรวยก็ต้องเสี่ยง หมายความว่าคุณก็จะต้องยอมรับโดยดุษฎี ว่าผลที่ออกมาถึงแม้ว่าจะเป็นความจนแทนที่จะรวยก็ยอมละ เป็นไงเป็นกัน.............
ทุกวันนี้ คนเราทุกคนดำเนินชีวิดอยู่ภายใต้ความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้นเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย ย่อมแล้วแต่ว่าใครจะมีทางเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหลายหรือหาทางป้องกันความเสี่ยง หรือผ่อนปรนความเสี่ยงให้หนักเป็นเบาได้มากกว่ากัน
การเสี่ยงบางอย่างทำให้เราเสียเงิน บางอย่างเสีเวลา บางอย่างก็ต้องเสียทั้งเงินและเวลา นอกจากนั้นยังอาจเสียโอกาสที่ไม่มีวันจะกลับมาใหม่อีก
ความเสี่ยงตามนัยของการลงทุนมีความหมายกว้างกว่าที่เราเข้าใจกันทั่วไป เพราะปกติเรามักเข้าใจว่าผลของการเสี่ยงมักจะเป็นไปทางด้านลบอย่างเดียว เช่นมองว่าความเสี่ยงของการจราจรคือรถติด ทำให้เดินทางไปถึง เป้าหมายช้ากว่ากำหนด ความเสี่ยงของการทำธุรกิจคืออาจจะขาดทุนและหมดตัว เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม กรณีที่เราพูดถึงความเสี่ยงของการลงทุน
ความหมายของมันก็คือ ความไม่แน่นอน คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นผิดไปจากที่คาดคะเนไว้ มันเบี่ยงเบนไปจากที่กำหนด เช่นสมมุติว่าเราตัดสินใจที่จะซื้อหุ้นตัวหนึ่ง ซึ่งจากสถิติบอกว่าหุ้นตัวนี้ให้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 คงไม่มีใครสามารถรับประกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ถ้าเราลงทุนในหุ้นนี้แล้วจะต้องได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นโอกาสที่อัตราผลตอบแทนจะเบี่ยงเบนในทางที่ต่ำกว่าร้อยละ 10 มันมีอยู่ และที่จะสูงกว่าร้อยละ 10 ก็มีทางวิชาการเขาเรียกโอกาสที่มันจะเบ้ไปทางโน้นทางนี้ว่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน Standard Deviation และเรียกช่วงกว้างของการเบี่ยงเบนทั้งสองทางนี้ว่า ความแปรปรวน Variance เอาแค่นี้แหละ ไว้พอคุยกับโบรกเกอร์ได้.......
จากตัวอย่างนี้ สมมุติต่อว่าค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานที่คำนวณได้คือ 20เปอร์เซ็นต์ซึ่งมีความหมายว่าโอกาสที่ผลตอบแทนจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้ที่ 30เปอร์เซ็นต์ (ค่าเฉลี่ย 10 บวกค่าเบี่ยงเบนมาดรฐาน 20 เท่ากับ 30) และขณะเดียวกันมีโอกาสที่ต่ำสุดที่ -10 เปอร์เซ็นต์ (10-20 คือ ขาดทุน)ดังนั้น ความเสี่ยง กับ ผลตอบแทน จึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันเสมอ เหมือนกับปาท่องโก๋.....
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงสรุปเป็นทฤษฎีได้ว่า การลงทุนใดก็ตามที่ตราผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็จะสูงด้วย
ความเสี่ยงเหล่านั้นมาจากอะไรบ้าง โอ๊ย...เป็นไปได้สารพัดเชียวล่ะ มีทั้งส่วนที่เราอาจควบคุมได้และไม่ได้เช่น จากความผันผวนของดลาด ของอัตราดอกเบี้ย จากเงินเฟ้อ จากการประกอบธุรกิจ จากอัตราแลกเปลี่ยน....
ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของบริษัท เช่น คาดกันว่าจะกำไร แด่ พอประกาศผลการดำเนินงานออกมากลายเป็นว่าขาดทุน หรือเป็น ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวหุ้นเลย เช่น พอมีข่าวอิรักบุกคูเวต ตลาดหุ้นทุกแห่งปรับตัวลงวูบทันควัน อะไรอย่างนี้เป็นต้นความเสี่ยงทั้งหลายทั้งปวงนั้น เราไม่อาจจะขจัดได้ หากแต่ทำให้มันลดลงได้โดยวิธีการ กระจายความเสี่ยงที่จะได้พูดรายละเอียดกันต่อไป.....
อย่างที่บอกไว้ในตอนที่แล้วว่าบรรดาเศรษฐีทั้งหลายนั้น กว่าจะได้มาถึงวันนี้พวกเขาต้องเผชิญกับการเสี่ยงมาแล้วไม่มากก็น้อยการเสี่ยงของเขาเหล่านั้นมิใช่เป็นการเสี่ยงโชคตามปกติธรรมดาที่ บรรดาผู้หวังรวยลัดนิยมทำกัน หากแต่เป็นการลงทุนที่ได้มีการพินิจพิเคราะห์ในทุกด้าน ผ่านการกลั่นกรองอย่างละเอียด และได้ลองผิด
ลองถูกจนสร้างเป็นประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะบุคคล .......
วอร์เรน บัฟเฟตต์เคยกล่าวเอาไว้ว่า ถ้าคุณไม่ตื่นตระหนกและทนเห็นหุ้นที่ถือราคาตกลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ได้ คุณก็ไม่ควรที่จะอยู่ในแวดวง ตลาดหุ้น......
ดังนั้น ถ้าอยากจะรวยก็ต้องเสี่ยง หมายความว่าคุณก็จะต้องยอมรับโดยดุษฎี ว่าผลที่ออกมาถึงแม้ว่าจะเป็นความจนแทนที่จะรวยก็ยอมละ เป็นไงเป็นกัน.............
ทุกวันนี้ คนเราทุกคนดำเนินชีวิดอยู่ภายใต้ความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้นเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อย ย่อมแล้วแต่ว่าใครจะมีทางเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหลายหรือหาทางป้องกันความเสี่ยง หรือผ่อนปรนความเสี่ยงให้หนักเป็นเบาได้มากกว่ากัน
การเสี่ยงบางอย่างทำให้เราเสียเงิน บางอย่างเสีเวลา บางอย่างก็ต้องเสียทั้งเงินและเวลา นอกจากนั้นยังอาจเสียโอกาสที่ไม่มีวันจะกลับมาใหม่อีก
ความเสี่ยงตามนัยของการลงทุนมีความหมายกว้างกว่าที่เราเข้าใจกันทั่วไป เพราะปกติเรามักเข้าใจว่าผลของการเสี่ยงมักจะเป็นไปทางด้านลบอย่างเดียว เช่นมองว่าความเสี่ยงของการจราจรคือรถติด ทำให้เดินทางไปถึง เป้าหมายช้ากว่ากำหนด ความเสี่ยงของการทำธุรกิจคืออาจจะขาดทุนและหมดตัว เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม กรณีที่เราพูดถึงความเสี่ยงของการลงทุน
ความหมายของมันก็คือ ความไม่แน่นอน คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นผิดไปจากที่คาดคะเนไว้ มันเบี่ยงเบนไปจากที่กำหนด เช่นสมมุติว่าเราตัดสินใจที่จะซื้อหุ้นตัวหนึ่ง ซึ่งจากสถิติบอกว่าหุ้นตัวนี้ให้ผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 คงไม่มีใครสามารถรับประกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ถ้าเราลงทุนในหุ้นนี้แล้วจะต้องได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นโอกาสที่อัตราผลตอบแทนจะเบี่ยงเบนในทางที่ต่ำกว่าร้อยละ 10 มันมีอยู่ และที่จะสูงกว่าร้อยละ 10 ก็มีทางวิชาการเขาเรียกโอกาสที่มันจะเบ้ไปทางโน้นทางนี้ว่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน Standard Deviation และเรียกช่วงกว้างของการเบี่ยงเบนทั้งสองทางนี้ว่า ความแปรปรวน Variance เอาแค่นี้แหละ ไว้พอคุยกับโบรกเกอร์ได้.......
จากตัวอย่างนี้ สมมุติต่อว่าค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานที่คำนวณได้คือ 20เปอร์เซ็นต์ซึ่งมีความหมายว่าโอกาสที่ผลตอบแทนจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้ที่ 30เปอร์เซ็นต์ (ค่าเฉลี่ย 10 บวกค่าเบี่ยงเบนมาดรฐาน 20 เท่ากับ 30) และขณะเดียวกันมีโอกาสที่ต่ำสุดที่ -10 เปอร์เซ็นต์ (10-20 คือ ขาดทุน)ดังนั้น ความเสี่ยง กับ ผลตอบแทน จึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันเสมอ เหมือนกับปาท่องโก๋.....
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงสรุปเป็นทฤษฎีได้ว่า การลงทุนใดก็ตามที่ตราผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็จะสูงด้วย
ความเสี่ยงเหล่านั้นมาจากอะไรบ้าง โอ๊ย...เป็นไปได้สารพัดเชียวล่ะ มีทั้งส่วนที่เราอาจควบคุมได้และไม่ได้เช่น จากความผันผวนของดลาด ของอัตราดอกเบี้ย จากเงินเฟ้อ จากการประกอบธุรกิจ จากอัตราแลกเปลี่ยน....
ความเสี่ยงจากการดำเนินงานของบริษัท เช่น คาดกันว่าจะกำไร แด่ พอประกาศผลการดำเนินงานออกมากลายเป็นว่าขาดทุน หรือเป็น ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวหุ้นเลย เช่น พอมีข่าวอิรักบุกคูเวต ตลาดหุ้นทุกแห่งปรับตัวลงวูบทันควัน อะไรอย่างนี้เป็นต้นความเสี่ยงทั้งหลายทั้งปวงนั้น เราไม่อาจจะขจัดได้ หากแต่ทำให้มันลดลงได้โดยวิธีการ กระจายความเสี่ยงที่จะได้พูดรายละเอียดกันต่อไป.....
อย่างที่บอกไว้ในตอนที่แล้วว่าบรรดาเศรษฐีทั้งหลายนั้น กว่าจะได้มาถึงวันนี้พวกเขาต้องเผชิญกับการเสี่ยงมาแล้วไม่มากก็น้อยการเสี่ยงของเขาเหล่านั้นมิใช่เป็นการเสี่ยงโชคตามปกติธรรมดาที่ บรรดาผู้หวังรวยลัดนิยมทำกัน หากแต่เป็นการลงทุนที่ได้มีการพินิจพิเคราะห์ในทุกด้าน ผ่านการกลั่นกรองอย่างละเอียด และได้ลองผิด
ลองถูกจนสร้างเป็นประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะบุคคล .......
วอร์เรน บัฟเฟตต์เคยกล่าวเอาไว้ว่า ถ้าคุณไม่ตื่นตระหนกและทนเห็นหุ้นที่ถือราคาตกลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ได้ คุณก็ไม่ควรที่จะอยู่ในแวดวง ตลาดหุ้น......
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)